โจวเอินไหล สุภาพบุรษนักการเมืองตัวอย่าง

jumbo jili

โจว เอินไหล เกิดที่เมืองหวยอัน มณฑลเจียงซู ในวันที่ 5 มีนาคม ปีค.ศ.1898 (พ.ศ.2441) ต่อมาครอบครัวย้ายมายังเมืองเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง หลังจากที่เขาลืมตามาดูโลกไม่นาน บิดาก็ป่วยหนัก ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแล้ว จำต้องยกเขาให้เป็นบุตรของอา เนื่องจากถือว่าดวงชะตาไม่สมพงศ์กับผู้ให้กำเนิด โจวจึงได้รับการอบรมจากอาสะใภ้ที่เป็นผู้หญิงมีการศึกษา เขาจึงรู้จักวรรณกรรมจีนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุได้เพียง 5 ขวบ พร้อมไปกับการเล่าเรียนหนังสือที่บ้าน จน 8 ขวบก็เริ่มต้นอ่านงานเขียนเด่นของจีน โดยวรรณกรรมเรื่องแรกที่อ่าน ได้แก่ ไซอิ๋ว ตามด้วย พรหมลิขิตบุปผากระจก วีรบุรุษเขาเหลียงซัน และความรักในหอแดง

สล็อต

เมื่ออายุ 12 ขวบ ชะตาชีวิตของโจวก็มาถึงจุดพลิกผัน เมื่อเขาต้องออกจากบ้านไปยังเมืองเถี่ยหนิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากบิดาและลุงทำงานอยู่ที่นั่น และการออกจากบ้านครั้งนี้ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเขา เป็นจุดเปลี่ยนจากสิ่งแวดล้อมในครอบครัวศักดินามาสู่การได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ทั้งยังได้เริ่มสัมผัสกับหนังสือที่เกี่ยวกับการปฏิวัติ
โจว เอินไหล มีบทบาทสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์ช่วงก่อตั้งมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านการรบ หรือการเผยแพร่ความคิดของเหมา เจ๋อตง รวมถึงยังเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่เข้าเจรจากับนายพลเจียงไคเช็ค เพื่อเจรจายุติสงครามกลางเมือง และหันมาร่วมมือกันต้านญี่ปุ่น
เมื่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โจวเอินไหลก็ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาจนถึงปี 1978 และคำว่า ‘นายกโจว’ (周总理) กลายเป็นคำพูดติดปากของทุกคนเมื่อกล่าวถึงชายผู้นี้ นอกจากนั้น ในช่วงปี 1949 ถึง 1958 โจวเอินไหลยังควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นรองประธานพรรค รองประธานคณะกรรมาธิการทหาร ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการเมือง
สุภาพบุรุษนักการทูต
โจว เอินไหลมีบทบาท คุณูปการโดเด่นที่สุดในด้านการทูตระหว่างประเทศ หลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดลง(ค.ศ.1950-1953) โจวสนับสนุนนโยบายทางการทูตแนวสันติวิธี
หลังปี 1958 ถึงแม้โจวมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนแล้วก็ตาม ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการบัญชาการรบใน ‘หมาก’ ทางการทูตของจีน และยังเข้าร่วมอยู่ในการเจรจาทางการทูตวาระสำคัญๆทั้งหมดด้วย
โจวเอินไหลเป็นหัวหอกในการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศกลุ่มทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว อาทิ อังกฤษ และเชื่อมสัมพันธ์กับฝรั่งเศสในปีค.ศ.1964 นั้นนับเป็นการเปิดม่านไม้ไผ่สู่ดินแดนยุโรปอย่างจริงจัง รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นผู้เสนอทิศทางการฟื้นฟูมิตรภาพจีน-ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ โจวเอินไหลยังมีการติดต่อกับประเทศแถบทวีปเอเชียและแอฟริกา โดยเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆในแถบนี้กว่า 24 ประเทศ และในขณะเดียวกัน โจวเอินไหลผู้นี้เช่นกันที่เจรจาปัญหาชายแดนระหว่างจีนกับพม่าและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆได้เป็นผลสำเร็จด้วย
ผู้นำโจวยังเป็นผู้ประคับประคองประเทศจีนในช่วงระหว่าง 10 ปี ของการปฎิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-1976) แม้กิจการระหว่างประเทศของจีนตกอยู่ใต้อิทธิพลของกระแสนิยมซ้ายจัด งานด้านการเสริมสร้างสันถวไมตรีกับนานาชาติเป็นไปอย่างยากลำบาก ถึงกระนั้น โจว เอินไหลยังคงมุมานะเดินหน้าจับมือสร้างสัมพันธ์กับมิตรประเทศมาตลอด จนเมื่อสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรมในปีค.ศ.1976 จีนได้เปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆจากเดิม 49 ชาติเพิ่มขึ้นเป็นถึง 107 ชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังผลักดันสมาชิกภาพในองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น จนกระทั่งในปี 1971 จีนก็ได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็น แทนที่สาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน
โจวยังเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.1975 ด้วย
กล่าวได้ว่าการที่จีนมีสถานภาพและผงาดบนเวทีโลกในทุกๆด้าน มาจากความสามารถและความบากบั่นของบุรุษที่ชื่อโจวเอินไหลผู้นี้เป็นสำคัญ
นายกโจวยืนยันมาโดยตลอดว่า การจะทำให้จีนเป็นประเทศสังคมนิยมที่เข้มแข็ง ปัจจัยสำคัญคือความทันสมัยด้านวิทยาศาสตร์ และการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจก็จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นฐานที่แท้จริงของจีนเอง พร้อมๆกับแสวงหาความสมดุล กลมกลืน สันติสุขร่วมกับนานาประเทศ
สำหรับชีวิตส่วนตัวแล้ว โจวแต่งงานกับสหายเติ้ง อิ่งเชาในปี 1925 และเป็นคู่ทุกข์คู่ยากจนจวบสิ้นอายุขัย โจว เอินไหลเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในวันที่ 8 มกราคม 1976 (พ.ศ.2519) ที่กรุงปักกิ่ง ในวัย 78 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวจีนทั่วโลก ที่อาลัยรักนายกรัฐมนตรีผู้อุทิศแรงกายแรงใจ สร้างคุณูปการแด่ชาติบ้านเมืองอย่างเหลือล้น .
เหตุการณ์ในปี 1946 ที่ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน ก็ทำให้สหรัฐอเมริกาเริ่มตระหนักแล้วว่า โจว เอินไหล ในวัย 48 ปี คือหนึ่งในสุดยอดนักการทูตและนักเจรจา ซึ่งต่อไปในอนาคต ผู้ชายคนนี้นั่นเองที่ทำให้พันธมิตรระหว่างสหรัฐและจีนเพื่อปิดล้อมจำกัดเขตการขยายอิทธิพลทางการเมืองของโซเวียตเกิดขึ้นได้ในปี 1972

สล็อตออนไลน์

ในการตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่พึ่งจะก่อตั้งในปี 1949 โจวต้องทำหน้าที่สานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน นำไปสู่ Chinese-Soviet Treaty of Alliance 1950-1980 ที่ทำให้จีนกับโซเวียตกลายเป็นเพื่อนบ้านที่เกื้อกูลกัน อย่างน้อยก็อีก 30 ปีต่อจากวันสถาปนาจีนใหม่ แน่นอนว่าในช่วงหลัง เมื่อถึงยุคปลายของผู้นำรุ่นที่ 1 ที่พรรคเริ่มกันเอา เหมา เจ๋อตุง (ที่เริ่มหมดสภาพและทำนโยบายผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายก้าวกระโดดไปข้างหน้าและการปฏิวัติวัฒนธรรม) ออกไปจากอำนาจ ขณะที่โจว เอินไหล เองก็เริ่มมองๆ หาผู้นำยุคที่ 2 อย่างเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งเขากับเติ้งคือผู้ที่เริ่มเอาข้อดีของระบบทุนนิยมมาผสานกับระบบสังคมนิยมภายในแนวคิด 4 ทันสมัย
ส่วนฝั่งโซเวียตหลังยุคสตาลิน ที่นำโดยผู้นำรุ่นต่อมาอย่าง Nikita Khrushchev และ Leonid Brezhnev ซึ่งต้องการฟื้นฟูสังคมนิยมแบบเข้มข้น ย่อมทำให้จีนกับโซเวียตแตกกัน นั่นทำให้สหรัฐฯ เข้ามาผูกมิตรกับจีนในช่วงทศวรรษ 1970 ตามคำแนะนำของ Henry Kissinger ซึ่งเขาก็รู้ดีว่า คนที่จะต้องมาติดต่อประสานงานด้วยคือ โจว เอินไหล
นอกจากโซเวียตแล้ว อีกประเทศที่จีนต้องลดความเป็นศัตรูและสร้างความร่วมมือคือ เพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ทางใต้อย่างประเทศอินเดีย โดย โจว เอินไหล คือหนึ่งในผู้ที่ไปเข้าร่วมการประชุมกลุ่มประเทศเอเชีย-แอฟริกา (Afro–Asian Conference หรือที่นิยมเรียกกันว่า Bandung Conference) ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 1955 และ ณ เมืองบันดุงนี้เองที่มหาอำนาจจีน นำโดยนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล และมหาอำนาจอินเดียที่นำโดย นายกรัฐมนตรี ชวาหะร์ลาล เนห์รู บรรลุหลักการ ‘ปัญจศีล (Panjasila)’ ซึ่งเป็นหลักแห่งการอยู่ร่วมกันของกลุ่มประเทศในภูมิภาค เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศต่างๆ บนหลักการ ‘แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง’
หลักการปัญจศีล 5 ข้อ ประกอบด้วย:
1) การอยู่ร่วมกันโดยสันติ
2) เคารพซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยของกันและกัน
3) ไม่รุกรานซึ่งกันและกัน
4) ธำรงไว้ซึ่งความเสมอภาค มีผลประโยชน์ร่วมกัน
5) การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด และยังทำให้เกิดการรวมกลุ่มของประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือกลุ่ม Non-Aligned Movement

jumboslot

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ความตกลงในเรื่องเส้นเขตแดนและความร่วมมือระหว่างจีนและพม่า (ชื่อในขณะนั้น) ก็เกิดขึ้น ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ กรณีแผนที่ 9 เส้นในทะเลจีนใต้ ที่จีน (ในสมัยสาธารณรัฐจีนที่นำโดยเจียง ไคเช็ค) ลากเส้นสมมติในทะเลและอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้ โดยในเวลานั้น จีนลากเส้นประในทะเลเอาไว้ 10 เส้น แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน โจว เอินไหล ที่ใกล้ชิดสนิทกับ โฮจิมินห์ ผู้นำสูงสุดของเวียดนามก็มีการลบเอาเส้นประออกไป 1 เส้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเวียดนาม ลดความขัดแย้งในการอ้างสิทธิ์บริเวณของทะเลที่ใกล้กันกับกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม
แต่ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือการสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ที่คณะของ Henry Kissinger ไปเยือนกรุงปักกิ่งครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 1971 และจากการเจรจาของโจว เอินไหล ในที่สุดการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดี Richard Nixon ก็เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1972 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต แน่นอนว่าในเวลานั้น ประธานเหมาเองก็อายุมาก และเริ่มไม่ได้มีบทบาทในการบริหารประเทศมากเท่าในอดีตอีกแล้ว ทำให้เนื้อหาสาระในการเยือนและสร้างความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศเกิดขึ้นโดยมีนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล เป็นผู้ดำเนินการเจรจามากกว่า และการสร้างพันธมิตรในครั้งนั้นก็นำไปสู่การร่วมปิดล้อมจำกัดเขตการขยายอิทธิพลของโซเวียต และการล่มสลายในปี 1991 เป็นอันสิ้นสุดสงครามเย็น
ผลงานสุดท้ายที่โจว เอินไหลฝากเอาไว้คือ การเดินทางไปเจรจากับประธานเหมา ทั้งที่ตนเองก็ป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เพื่อขอร้องให้ผู้นำรุ่นที่ 2 ของประเทศ คือ คนหนุ่มซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกขับออกจากพรรคในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมได้กลับมาเป็นผู้นำของประเทศ เขาผู้นั้นก็คือ เติ้ง เสี่ยวผิง อีกหนึ่งมหาบุรุษผู้จะสืบทอดนโยบาย 4 ทันสมัยของโจว เอินไหล และพาให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน จนจีนกลายเป็นมหาอำนาจอย่างทุกวันนี้
โจว เอินไหล ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 8 มกราคม 1976 ในช่วงเวลาที่แก๊งค์ 4 คน นประกอบด้วย เจียงชิง เหยาเหวินหยวน จางชุนเฉียว และหวังหงเหวิน ยังคงเรืองอำนาจ นั่นทำให้ทางการจีนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอสัญกรรมของโจว เอินไหล ให้สมเกียรติสมกับความเสียสละที่เขาทำเพื่อประเทศชาติ เพราะทุกๆ การเคลื่อนไหวของโจวคือความพยายามลดอำนาจของแก๊ง 4 คนที่ประธานเหมาให้ท้าย
อย่างไรก็ดี การกระทำของทางการจีนไม่ได้ทำให้ปวงมหาประชาชนจีนยอมอ่อนข้อแต่อย่างใด เพราะพอถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม 1976 ประชาชนเรือนแสนเรือนล้านก็เริ่มทยอยเดินทางมาที่กรุงปักกิ่ง และเมื่อถึงวันที่ 4 เมษายน 1976 วันเชงเม้ง หรือวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษของชาวจีน ประชาชนกว่า 2 ล้านคนพร้อมพวงหรีดและช่อดอกไม้ก็ร่วมกันจัดการแสดงความเคารพเซ่นไหว้การเสียสละของมหาบุรุษโจว เอินไหล โดยที่รัฐไม่ได้เป็นคนจัดการ หากแต่มวลมหาประชาชนต้องการสรรเสริญมหาบุรุษผู้สร้างชาติจีนท่านนี้ จนท้ายที่สุด ทุกคนก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงตะโกนก้องไปทั้งจัตุรัสเทียนอันเหมินว่า “ผู้ใดคัดค้านโจว เอินไหล เราโค่นล้มผู้นั้น”

slot

เมื่อมวลมหาประชาชนมีฉันทามติเช่นนั้น ท่ามกลางการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 6 ตุลาคม 1976 เติ้ง เสี่ยวผิง และผู้สนับสนุนก็สามารถจับกุมเจียงชิง เหยาเหวินหยวน จางชุนเฉียว และหวังหงเหวิน หรือแก๊ง 4 คนมาดำเนินคดีได้ เป็นอันสิ้นสุดยุคปฏิวัติวัฒนธรรมที่โหดร้าย และจากนี้ไป จีนภายใต้การนำของผู้นำยุคที่ 2 อย่างเติ้ง เสี่ยวผิง ที่ถูกคัดสรรโดยโจว เอินไหล ก็จะขึ้นมาทำการปฏิรูป และเปลี่ยนแปลงให้จีนยุติสถานะคนป่วยแห่งเอเชียไปตลอดกาล

Comments are closed