จิตวิทยาสังคม
เรา “คิด” และ “ทำ” ตามอิทธิพลสังคม
เจตคติและพฤติกรรมของเราสามารถเปลี่ยนได้เมื่อมีคนโน้มน้าว หรือต่อให้ไม่มีใครโน้มน้าว เพียงแค่อยู่ท่ามกลางคนอื่น ก็เพียงพอที่เราจะคล้อยตามคนอื่นๆ แล้ว แม้แต่การตอบคำถาม หากเห็นว่าคนอื่นเลือกคำตอบที่เรารู้ว่าผิด เราก็มีแนวโน้มที่จะเลือกตอบผิดตาม ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะมีอิทธิพลสองประเภทที่ทำให้เราคล้อยตาม ได้แก่

joker123

  • อิทธิพลเชิงข้อมูล คือการที่เราใช้เจตคติของคนอื่นเป็นหลักการกว้างๆ ในการตัดสินใจ
  • อิทธิพลเชิงบรรทัดฐาน คือความปรารถนาของเราที่ไม่อยากแตกต่างหรือแปลกแยกจากสังคม
    นอกจากเราจะคิดตามคนอื่นแล้ว เรายังแสดงออกทางพฤติกรรมตามคนอื่นเช่นกัน มีการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า “การอู้งานเชิงสังคม” อันเป็นผลจาก “การกระจายความรับผิดชอบ” คือการที่คนเรามีแนวโน้มรับผิดชอบต่อสถานการณ์ตรงหน้าลดลงเมื่ออยู่ท่ามกลางคนอื่นๆ เพราะคิดว่าคนอื่นจะช่วยกันแบกรับภาระ
    ตัวอย่างเช่น “ปรากฏการณ์ผู้เห็นเหตุการณ์ที่นิ่งเฉย” ที่เผยให้เห็นผ่านการทดลองชิ้นหนึ่ง เมื่อผู้วิจัยปล่อยควันเข้าไปเต็มห้อง ผู้เข้าร่วมวิจัยมีแนวโน้มจะแจ้งเหตุฉุกเฉินมากกว่าเมื่ออยู่ในห้องคนเดียว ในทางตรงกันข้าม เมื่อรู้ว่ามีคนอื่นๆ อยู่ด้วย ผู้เข้าร่วมวิจัยก็มีแนวโน้มเพิกเฉยต่อเหตุการณ์มากขึ้นและน้อยคนที่จะแจ้งเหตุฉุกเฉิน นี่เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าสังคมไม่ได้มีอิทธิพลแต่เพียงความคิดเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงการกระทำของเราอีกด้วย
    อิทธิพลสังคมกับความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมของมนุษย์
    ความสัมพันธ์ที่เป็นอุดมคติอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์คือความสัมพันธ์ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน แม้จะมีคนเชื่อในแนวคิดนี้อยู่มาก แต่ในความเป็นจริง ความเท่าเทียมไม่ได้มีอยู่ทั่วไปในสังคม และสาเหตุไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลจากอิทธิพลของสังคมนั่นเอง

สล็อต

การเชื่อฟังผู้มีอำนาจและบุคลิกภาพแบบอำนาจนิยม
อิทธิพลทางสังคมอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความความไม่เท่าเทียมคือการเชื่อฟังผู้มีอำนาจ การศึกษาของสแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) เผยให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยเชื่อฟังผู้มีอำนาจและทำตามคำสั่งแม้เป็นเรื่องที่ขัดต่อศีลธรรม โดยมีสามปัจจัยที่ทำให้เกิดอิทธิพลทางสังคมดังกล่าวคือ จำนวน ความเข้ม และความใกล้ กล่าวคือ จำนวนผู้ออกคำสั่ง ความเข้มจากการรับรู้บทบาทในการวิจัย ความใกล้ของผู้ออกคำสั่งและผู้เข้าร่วมวิจัย
มิลแกรมมองว่าคนเราเชื่อฟังคำสั่งไร้ศีลธรรมเพราะปัจจัยอย่างบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่เคารพเจ้าขุนมูลนายโดยไม่ตั้งคำถาม ขณะที่อะดอร์โน (Adorno) บุคลิกอำนาจนิยมก่อเกิดในตัวคนเราได้จากการเลี้ยงดู จากวัยเด็กที่เก็บกดต่อผู้มีอำนาจใกล้ตัว ซึ่งก็คือพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้ผู้ถูกใช้อำนาจหันไประบายกับเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า โดยกลไกนี้เกิดขึ้นผ่านอคติและความเกลียดชังต่อคนกลุ่มน้อยในสังคม เช่น ผู้อพยพ เพราะเป็นกลุ่มที่อ่อนแอกว่าในสังคม

สล็อตออนไลน์

การมองผู้อื่นต่ำว่ามนุษย์ (infrahumanization)
การมองผู้อื่นต่ำว่ามนุษย์เป็นอีกปัจจัยของความไม่เท่าเทียมที่มนุษย์ใช้สร้างความชอบธรรมให้ตนเองในการเลือกปฏิบัติต่อคนบางกลุ่ม
ในทางจิตวิทยาสามารถแบ่งอารมณ์ได้ 2 ประเภท ได้แก่ อารมณ์ปฐมภูมิและอารมณ์ทุติยภูมิ มนุษย์และสัตว์ต่างมีอารมณ์ปฐมภูมิ เช่น ความสุข ความเศร้า ความประหลาดใจ แต่สิ่งที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากสัตว์คือการมองว่ามีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่รับรู้อารมณ์ทุติยภูมิ เช่น ความหดหู่ ความชื่นชม ความหวัง
การมองผู้อื่นต่ำกว่ามนุษย์จึงหมายถึงการมองว่าผู้อื่นมีอารมณ์ทุติยภูมิที่แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์น้อยกว่าตน
นอกจากนี้ การเรียนรู้ด้วยการเชื่อมโยงที่เกิดจากการส่งต่อภาพเหมารวมจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ได้ยินครอบครัว เพื่อน หรือสื่อกล่าวถึงคนกลุ่มหนึ่งในแง่ลบเสมอ หรือแม้แต่คำกว้างๆ อย่างคำว่า “ผู้อพยพ” หรือ “ผู้ลี้ภัย” ก็สามารถทำให้เราเกิดอคติต่อกลุ่มคนที่ถูกพูดถึงและทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้

jumboslot

เข้าใจธรรมชาติของความขัดแย้งและค้นหาแนวทางแก้ไขด้วยจิตวิทยาสังคม
ความขัดแย้งในสังคมคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย เพียงวางเงื่อนไขให้มีการแข่งขันหรือการจัดประเภททางสังคมที่แตกต่างกัน แบ่งแยกความเป็น “เขา” เป็น “เรา” ก็ทำให้เกิดความลำเอียงและการเลือกปฏิบัติระหว่างกลุ่มได้แล้ว
เมื่อความขัดแย้งเกิดจากการแบ่งกลุ่ม ดังนั้นต้องแก้ปัญหาที่กลุ่มสังคม ไม่ใช่เพียงระดับปัจเจกบุคคล ตัวอย่างแนวทางของจิตวิทยาสังคมเพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกมีดังนี้

  • ลดอคติด้วย “โมเดลอัตลักษณ์กลุ่มร่วม” ((common ingroup identity model) โดยสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มที่นำไปสู่ “การจัดประเภทใหม่”อันเป็นกระบวนการทางการรู้คิดที่คนเราเปลี่ยนจากการแบ่งแยกสองกลุ่มจากกันชัดเจน (“พวกฉัน” กับ“พวกเขา”) ไปสู่การมองว่าเป็น “กลุ่มตนเหมือนกัน”
  • ใช้ “สมมติฐานว่าด้วยการพบปะ” (contact hypothesis) ตามแนวคิดของกอร์ดอน ออลพอร์ต(Gordon Allport) ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
  • มีบรรทัดฐานทางสังคมที่สนับสนุนความเท่าเทียม มุ่งลดอคติและสร้างเสริมสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี
  • ความเป็นไปได้ที่จะสร้างความสนิทสนมกัน การพบปะต้องมีความถี่ ระยะเวลา และความใกล้ชิดมากเพียงพอ จึงจะช่วยให้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มที่มีความหมายขึ้นมาได้
  • พบปะภายใต้เงื่อนไขที่สถานะทางสังคมเท่าเทียมกัน ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกด้อยกว่า
  • พบปะในลักษณะปฏิสัมพันธ์เชิงร่วมมือ การร่วมมือกันจะมีประสิทธิผลมากขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน หากผลลัพธ์เป้าหมายเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายและเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกทุกคนจะยิ่งเป็นผลดีต่อการส่งเสริมอัตลักษณ์กลุ่มร่วม
    การพยายามเข้าใจโลกของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดโดยที่ไม่รู้ตัว เราอาจใช้เวลาไตร่ตรองกับบางเรื่องเมื่อสถานการณ์อำนวย หรือเมื่อมีแรงจูงใจมากพอให้เราพินิจพิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุของสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ แต่ขณะเดียวกัน ตัวเราก็ตัดสินบางเรื่องหรือตัดสินผู้อื่นอย่างไม่รอบคอบนัก เราได้ข้อสรุปมาอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องหรือเป็นธรรมเสมอไป

slot

เรา “คิด” และ “ทำ” ไปตามที่อิทธิพลของสังคมจะนำไป
หากความเกลียดชังและความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นได้เพราะอิทธิพลสังคม ความรักและความเสมอภาคก็เกิดขึ้นได้จากอิทธิพลสังคมเช่นกัน เมื่อเราตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเราต่างก็มีพลังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ ทางออกของปัญหาในสังคมย่อมมีอยู่เสมอ เพียงแต่เราอาจต้องมองย้อนกลับมาดูสาเหตุ และทำความเข้าใจว่า “จิตสังคม” ทำงานและขับเคลื่อนโลกใบนี้อย่างไร

No responses yet

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *