จิตวิทยาสังคม
เราคือใคร สังคม วัฒนธรรม และบริบทต่างๆ มีส่วนหล่อหลอมเจตคติ พฤติกรรม และความเชื่อของเราอย่างไร? และทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้คนรอบตัวอย่างไร? นี่คือคำถามที่จิตวิทยาสังคมพยายามหาคำตอบ
จิตวิทยาสังคม เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และความเชื่อมโยงนี้เองทำให้เราแต่ละคนได้รับอิทธิพลจากสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสังคม เช่น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม การกดขี่ข่มเหง เราย่อมต้องการหาทางแก้ไขปัญหา และเมื่อผู้สร้างปัญหาเหล่านี้คือมนุษย์ เราจึงจำเป็นต้องหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดมนุษย์เราจึง “คิด” และ “ทำ” เช่นนั้น ปัจจัยกระตุ้นความคิดและพฤติกรรมไม่ได้มาจากปัจจัยภายในตัวบุคคลคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแรงขับเคลื่อนภายนอกด้วย เช่น สถานการณ์และคนรอบข้าง การศึกษาจิตวิทยาสังคมจะช่วยไขคำตอบและนำมาสู่วิธีแก้ปัญหาในสังคมได้

joker123

การรู้คิดทางสังคม กลไกพื้นฐานของจิตสังคม
ในขณะที่เราอ่านข้อความหนึ่งๆ สมองของเราแปลความ เข้ารหัส และจับคู่กับความทรงจำเพื่อหาความหมายของคำ ระหว่างที่เราเข้าถึงความหมายของแต่ละคำ คำเหล่านี้ก็ถูกประกอบเข้าเป็นโครงสร้างประโยค ถูกตีความ และเก็บไว้ในความทรงจำเพื่อใช้ตีความข้อมูลอื่นๆ ต่อไป นี่คือตอนที่กลไก “การรู้คิด” เกิดขึ้น สมองเรารับรู้ ประมวลผล เก็บจำ และนำข้อมูลกลับมาใช้
กระบวนการทางสมองนี้เป็นกลไกการคิดที่ทำงานเช่นเดียวกับ “การรู้คิดทางสังคม” (social cognition) ซึ่งเป็นการทำงานพื้นฐานของจิตสังคม
การรู้คิดทางสังคมเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ เก็บจำ และใช้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้คนและความสัมพันธ์ มันขับเคลื่อนเจตคติและอคติ และสอดแทรกอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของเรา
กระบวนการรู้คิดทางสังคมเกิดขึ้นกับเราได้ตลอด นับตั้งแต่ตอนตื่นนอน เราเลือกทำสิ่งต่างๆ โดยที่มีกฎหรืออิทธิพลทางสังคมเป็นเหตุผลเบื้องหลัง เพียงแค่เราคิดถึงคนอื่นหรือคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดการรู้คิดทางสังคม แม้เวลานั้นจะไม่มีใครอยู่รอบตัวเราก็ตาม

ตัวอย่างเช่น เราอาจตื่นมาด้วยความกังวลเรื่องการนำเสนองาน ไม่อยากทำพลาดเพราะเป็นสิ่งที่เจ้านายสั่ง เราไม่อยากดูแย่ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ไหนจะอยากทำผลงานให้ดีเพื่อความก้าวหน้าทางการงานหรือเพื่อให้ครอบครัวภูมิใจในตัวเรา เราอาจยืนคิดเรื่องเหล่านี้คนเดียวในครัว แต่สาเหตุที่ทำให้เราคิดเรื่องพวกนี้ล้วนเกี่ยวโยงกับผู้อื่นทั้งสิ้น
มนุษย์เป็นนักคิดแบบไหนกัน
การพยายามเข้าใจโลกสำคัญกับการอยู่รอดของมนุษย์เป็นอย่างมาก นักจิตวิทยาสังคมได้เสนอ 3 วิธีคิดที่เราใช้เพื่อทำความเข้าใจโลกไว้ดังนี้
นักวิทยาศาสตร์ผู้ซื่อตรง (naïve scientist)
ฟริตซ์ ไฮเดอร์ (Fritz Heider) เสนอแนวคิดว่า เราไม่ได้เป็นเพียงนักสังเกตการณ์โลก แต่เราเข้ารหัส วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลทางสังคมตลอดเวลา ซึ่งช่วยให้เราบรรลุความต้องการพื้นฐานสองอย่าง นั่นคือ ความต้องการที่จะ เข้าใจ โลก และความต้องการที่จะ ควบคุม โลก คนเราพยายามเข้าใจโลกเพื่อสร้างโมเดลของ “จักรวาลทางสังคม” ที่ช่วยให้ทำนายได้ว่าคนอื่นจะมีพฤติกรรมอย่างไร และช่วยให้เป้าหมายและความปรารถนาต่างๆ เป็นจริงขึ้นมา
ไฮเดอร์เสนอแนวคิดว่า มนุษย์คือ “นักวิทยาศาสตร์ผู้ซื่อตรง” ที่สร้างโมเดลในใจมาสะท้อนภาพว่าโลกทำงานอย่างไร ทั้งยังเฝ้าค้นหาความหมายและเจตนาในทุกปฏิสัมพันธ์

สล็อต

ตัวอย่างเช่น การที่บรรพบุรุษของมนุษย์เข้าใจว่าเสือเป็นสัตว์ที่ไม่ควรเข้าใกล้ ในขณะที่แพะเป็นสัตว์น่าเลี้ยงนั้นเป็นการปรับตัวที่ดี และเป็นหลักการที่สามารถใช้ได้กับความสัมพันธ์ทางสังคมเช่นกัน การรู้ว่าใครหรือสัตว์เผ่าพันธุ์ใดจะเป็นภัยหรือควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยจะช่วยให้มนุษย์อยู่รอดต่อไปได้
หนึ่งในวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ซื่อตรงใช้ทำความเข้าใจโลกคือทฤษฎีการระบุสาเหตุ ซึ่งคือการอนุมานสาเหตุของพฤติกรรมผู้คน แบ่งได้เป็นการระบุสาเหตุที่เป็นปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในคือลักษณะนิสัยของบุคคลนั้น ส่วนปัจจัยภายนอกคือสถานการณ์ เช่น เราระบุสาเหตุว่าคนมีเรื่องชกต่อยกัน เพราะเขาเป็นคนก้าวร้าว นั่นคือการระบุสาเหตุปัจจัยภายใน (ลักษณะนิสัย) แต่หากเราระบุสาเหตุว่าเป็นเพราะเขาเมา นี่เป็นการระบุสาเหตุปัจจัยภายนอก (สถานการณ์)
อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังในการระบุสาเหตุคือ “ความเอนเอียงและความผิดพลาด” ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ความเอนเอียงพื้นฐานในการระบุสาเหตุ คือแนวโน้มที่เรามักระบุสาเหตุเชิงลักษณะนิสัย (ภายใน) มากกว่าเชิงสถานการณ์ (ภายนอก) เช่น เมื่อคุณเห็นคนชกต่อยกันในผับ ความคิดแรกของคุณคืออะไร คงไม่ใช่ว่าทั้งคู่เป็นคนอ่อนโยนมากๆ ที่เพียงแค่กำลังทำพฤติกรรมผิดแผกไปจากลักษณะนิสัยปกติของตนเองแน่ๆ คุณมีแนวโน้มจะคิดว่าเขาก้าวร้าว นั่นคือการระบุสาเหตุไปที่ลักษณะนิสัย
  • ความเอนเอียงในการระบุสาเหตุของผู้กระทำกับผู้สังเกต สตอร์มส์ (Michael D. Storms) ค้นพบว่า ขณะที่คนเรามักมีความเอนเอียงพื้นฐานในการระบุสาเหตุพฤติกรรมของผู้อื่น แต่เมื่อขอให้ประเมินพฤติกรรมเดียวกันของตนเอง เรามักระบุสาเหตุเชิงสถานการณ์มากกว่า คำอธิบายสำหรับปรากฏการณ์นี้คือความเด่นชัดในการรับรู้ ซึ่งหมายความว่าความสนใจของเราถูกดึงดูดด้วยอะไรก็ตาม ที่โดดเด่นเห็นได้ชัดในฉากตรงหน้านั่นเอง

สล็อตออนไลน์

เมื่อต้องระบุสาเหตุของพฤติกรรมตัวเอง เรามองไม่เห็นตัวเราเองในขณะเกิดเหตุการณ์ แต่มองออกไปที่สถานการณ์ ดังนั้นสถานการณ์จึงดึงดูดความสนใจเรามากที่สุด

  • การระบุสาเหตุเอนเอียงเข้าข้างตนเอง หรือการที่คนเราเพียงแต่ระบุสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกดีนั่นเอง
    นักประหยัดสมอง (cognitive miser)
    มนุษย์เราไม่ได้คิดอย่างมีเหตุผลและระมัดระวังเสมอไป บางครั้งเราใช้ทางลัดที่เร็วกว่าและพยายามน้อยกว่าในการคิด อย่างเช่น “กฎการนึกถึงได้ง่าย” (availability heuristic) กล่าวคือ การตัดสินของเราถูกชี้นำและบางทีก็ถูกบีบบังคับด้วยสิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด
    ในบริบทตรงหน้า หรือสิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจเราได้ไวที่สุด ขั้นตอนการไตร่ตรองจะถูกตัดออกไป ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ตรงข้ามกับนักวิทยาศาสตร์ผู้ซื่อตรงอย่างสิ้นเชิง
    การวางกรอบการรับรู้ อย่างการใช้คำเรียกหรือการติดฉลากให้อะไรบางอย่างในสังคม เช่น การเลือกใช้คำว่า “นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” เป็นการเหนี่ยวนำการรับรู้ที่มีส่วนสำคัญในการเกิดกฎการนึกถึงได้ง่าย
    ในชีวิตประจำวันของเรามีกรอบการรับรู้แบบอื่นๆ ซึ่งปรากฏทั้งในรูปแบบของสคริปต์ และ ภาพเหมารวม เราสร้างสคริปต์ผ่านประสบการณ์ เช่น เรารู้ว่าต้องเข้าแถวเพื่อรอซื้อตั๋วภาพยนตร์ ต้องนั่งตามหมายเลขที่ตั๋วระบุ และหยุดพูดคุยเมื่อภาพยนตร์เริ่มฉาย สคริปต์เหล่านี้บอกว่าพฤติกรรมใดจำเป็นและยอมรับได้ในแต่ละบริบทสังคม
    ส่วนภาพเหมารวมคือหลักการกว้างๆ ที่ใช้สรุปข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับผู้คน ภาพเหมารวมช่วยให้เราสรุปความอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียเพราะทำให้เราตีความข้อมูลใหม่อย่างเอนเอียงจนอาจเกิดความไม่เท่าเทียม เช่น ผู้หญิงไม่ได้รับเลือกให้ทำงานวิศวกร เพียงเพราะเพศหญิงดูขัดกับภาพเหมารวมของวิศวกรที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

jumboslot

จะเห็นได้ว่า แม้วิธีการคิดแบบนักประหยัดสมองจะง่ายกว่าและเร็วกว่าในการระบุสาเหตุ แต่ก็ไม่ช่วยให้เราระบุสาเหตุได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมเสมอไป
แล้วอย่างนี้วิธีคิดแบบใดเหมาะสมที่สุดในการระบุสาเหตุล่ะ? คำตอบอาจไม่ใช่วิธีใดวิธีหนึ่ง เพราะวิธีคิดทั้งสองแบบก็ทำงานได้ดีในสถานการณ์ที่ต่างกัน

นักกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นตามแรงจูงใจ

แม้จะมีการแบ่งวิธีคิดของมนุษย์เป็นแบบนักวิทยาศาสตร์ผู้ซื่อตรงและนักประหยัดสมอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เราจะเลือกใช้วิธีคิดแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น บางครั้งเราก็ใช้ทั้งสองวิธีในการระบุสาเหตุ โดยเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่
หากมีเวลาไม่มากหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอ เราจะเลือกประมวลผลอย่างด่วนแบบที่นักประหยัดสมองทำ โดยทั่วไปแล้วมนุษย์เราใช้กฎอย่างง่ายในการประมวลข้อมูลในขั้นต้น เช่น เราประมวลผลข้อมูลของคนที่พบกันครั้งแรก โดยจัดเขาเข้าหมวดหมู่ทางสังคมก่อน แล้วดูว่าคนนั้นเพศอะไร อายุเท่าไร มาจากไหน หรือนับถือศาสนาอะไร เมื่อจัดหมวดหมู่ได้ เราก็จะใช้ภาพเหมารวมที่มีมากรองข้อมูลทั้งหมด
แต่หากเราไม่สามารถจัดคนนั้นเข้าหมวดหมู่ได้หรือลักษณะของคนนั้นไม่เป็นตามความคาดหวังของภาพเหมารวม นี่เป็นตอนที่วิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ผู้ซื่อตรงจะทำงาน เรามีแรงจูงใจที่จะตัดสินให้ถูกต้อง และแก้ไขโมเดลทางจิตที่ใช้รับรู้เกี่ยวกับบุคคลนั้นหรือโลกรอบตัวอย่างละเอียดและเป็นระบบ เพื่อให้สามารถเข้าใจโลกและควบคุมโลกได้ในท้ายที่สุด

slot

เจตคติและพฤติกรรมมนุษย์
เจตคติ (attitude) คือชุดความเชื่อเกี่ยวกับวัตถุ คน และประเด็น เจตคติเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของโมเดลทางจิตของเรา ซึ่งเป็นข้อมูลจำเพาะเจาะจงที่ช่วยเราทำนายว่าทำไมโลกจึงเป็นแบบที่เป็นอยู่
เจตคติมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อความคิดและพฤติกรรมของเรา เพราะเจตคติเป็นหนึ่งในพื้นฐานการเรียนรู้ของโมเดลทางจิตที่เราประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจโลกนั่นเอง นักจิตวิทยาสังคมเสนอว่าเจตคติของเราเกิดขึ้นได้ผ่านกระบวนการต่อไปนี้

  • เราสร้างเจตคตินั้นเอง เราสร้างเจตคติเพื่อแสดงออกซึ่งค่านิยมของเรา เช่น คนที่รักสัตว์อาจเกิดเจตคติที่สนับสนุนการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์อย่างแรงกล้า
  • การพบเจอบ่อย ยิ่งเราเห็นอะไรบ่อยเท่าไร เรายิ่งมีแนวโน้มชอบมันมากขึ้นเท่านั้น เรามักชอบสิ่งที่เราคุ้นชิน เช่น หากเติบโตมาในบ้านที่เลี้ยงสัตว์ ก็เป็นไปได้ว่าเด็กที่โตมาจะรักสัตว์ไปด้วย
  • การเชื่อมโยง จริงอยู่ที่ว่ายิ่งเราเห็นอะไรบ่อยก็ยิ่งชอบ แต่การที่เราจะชอบอะไรก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกเชื่อมโยงเช่นกัน เราเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการวางกรอบประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่าควรหลีกเลี่ยงหรือเข้าหาอะไร เมื่อสองสิ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันบ่อยครั้งมากพอ เราจะคาดหวังว่าสิ่งหนึ่งจะนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง หรือแม้แต่การที่เราเห็นคำต่างๆ ปรากฏในที่เดียวกันมากพอ เช่น หากจับคู่ชนชาติหนึ่งกับคำอธิบายลักษณะเชิงบวกหรือลบบ่อยครั้ง เราก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกเชิงบวกหรือลบตามคำที่ปรากฏร่วมกับชนชาตินั้นตามไปด้วย
  • ความต้องการกลมกลืนในกลุ่ม บางครั้งเจตคติที่แสดงออกอาจไม่ใช่เจตคติที่แท้จริงของคนคนนั้นเสมอไป เราอาจยึดถือเจตคติบางอย่างเพื่อให้กลมกลืนกับกลุ่มและเพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดี จึงแสดงเจตคติบางอย่างที่ไม่ใช่เจตคติที่แท้จริงของเรา เช่น หันมาสนใจเรื่องรถเพราะคนรักของเราชอบรถ เป็นต้น
  • การปกป้องตัวตน กลไกการปกป้องตัวตนของเราจะเกิดขึ้นจากการระบุสาเหตุจากภายนอก เช่น การระบุสาเหตุของการสอบตกว่าเป็นเพราะครูสอนไม่ดี แทนที่จะระบุปัจจัยภายในจากตัวเราเอง เช่น เราไม่มีวินัยในการอ่านหนังสือมากพอ เป็นต้น

No responses yet

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *